Message From the Chairman

สาส์นจากประธานกรรมการ

   

 

 

 

 

เรียน  ท่านผู้ถือหุ้น

        นับตั้งแต่ปี 2563-2564 เป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากของการทำธุรกิจ ในแทบทุกกิจการ อันเป็นผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ที่ได้รับแรงกระแทกอย่างหนักหน่วงต่อเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

        ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2564 จึงขยายตัวได้เพียงร้อยละ 1.6 แม้จะปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงถึงร้อยละ 6.2 ในปี 2563 แต่ยังถือเป็นภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยลงในแทบจะทุกด้าน มีเพียงการส่งออกเท่านั้นที่เติบโตขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 18.8 ขณะที่การอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเติบโตขึ้นเพียงร้อยละ 0.3 เท่านั้น เช่นเดียวกับการลงทุนโดยรวมที่ขยายตัวได้เพียงร้อยละ 3.4 และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 1.2

        ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นชัดว่า แทบทุกภาคส่วนต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย การปิดกิจการ การลดขนาดองค์กร การเลิกจ้างพนักงาน เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะผลประกอบการของแต่ละบริษัทลดลงอย่างมาก จนกระทบต่อกระแสเงินสด ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ทำได้เพียงแค่ประคองตัวรอด

            อาจจะมีบางกลุ่มธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากพฤติกรรมของผู้คนที่แปรเปลี่ยนไป จากการปิดเมือง ปิดประเทศ และมาตรการ Work From Home ของภาครัฐ นำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เน้นความสะดวก บริการที่รวดเร็ว จนขยายตัวอย่างก้าวกระโดดจากการปรับแผนธุรกิจ

        ในกลุ่มธุรกิจสื่อสารมวลชนแบบดั้งเดิมทุกสถาบัน ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี (Technology Disruption) มาหลายปี นับตั้งแต่ภูมิทัศน์ของการบริโภคสื่อที่เปลี่ยนไป จากเทคโนโลยี แพล็ตฟอร์ม รูปแบบของสื่อดิจิทัลต่าง ๆ ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจของสื่อกระแสหลักอย่าง ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ยังคงต้องปรับตัวอย่างรุนแรงภายใต้พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี และงบประมาณด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ลดลงอย่างรุนแรงที่สุดในรอบ 30 ปี

ผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ธุรกิจสื่อต้องมีการปรับตัว ปรับขนาดองค์กร ควบคุมค่าใช้จ่าย ปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคสื่อที่มีการเปลี่ยนแปลงและต้องการข้อมูลแบบ Real Time โดยหันมาเน้นการพัฒนาสื่อออนไลน์ในเครือข่ายทุกรูปแบบให้มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ของผู้บริโภคสื่อที่ต้องการข้อมูลข่าวสารถึงตัวที่รวดเร็วมากขึ้น

            แต่จนถึงปัจจุบัน รายได้ที่เกิดขึ้นจากสื่อออนไลน์ สื่อดิจิทัลในแพล็ตฟอร์ต่าง ๆ แม้จะมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยังไม่สามารถทดแทน หรือชดเชยรายได้โฆษณาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตได้

            นอกจากนี้ สื่อดิจิทัลที่ต้องไปพึ่งแพล็ตฟอร์มดิจิทัลยังต้องปรับตัวปฏิบัติตามเงื่อนไขของผู้ออกแบบเพล็ตฟอร์มทำให้ต้องสูญเสียอัตลักษณ์ในการนำเสนอข่าวสาร เพราะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข กติกา จึงจะสามารถเพิ่มจำนวนผู้เข้าถึงสื่อ และรายได้จาก Add Network ที่มีการจัดสรรมาผ่านระบบออนไลน์

            ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ และธุรกิจสื่อในเครือของบริษัทได้ปรับเปลี่ยนการทำงานด้านธุรกิจสื่อในทุกรูปแบบเพื่อให้สามารถตอบรับกับพฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้คนในสังคมไทย แม้ยังคงรักษาความเข้มแข็งของการทำหน้าที่สื่อที่สามารถสร้างความแตกต่างในการนำเสนอ ผ่านสิ่งพิมพ์ แพล็ตฟอร์มดิจิทัล ทีวี ออนไลน์ การจัดสัมมนาออนกราวด์ การจัดสัมมนาออนไลน์  Versual Seminar จนสามารถประคับประคองธุรกิจในกลุ่ม ให้สามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจและพฤติกรรมของประชาชนที่ต้องการข้อมูลแบบ real time อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จนทำให้ธุรกิจสื่อเริ่มดีขึ้นตามลำดับ แต่การเปลี่ยนแปลงปรับตัวของบริษัทฯ เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นนับหนึ่งเท่านั้น ยังจะมีการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินธุรกิจที่มากขึ้นกว่านี้เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับองค์กร และมุ่งมั่นในการหาทางสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าให้กับผู้ถือหุ้นที่ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง

            การเปลี่ยนแปลงชุดแรก เป็นการตัดขายธุรกิจที่ไม่สามารถสร้างรายได้หรือเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ โดยในปี 2564 บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้มีการจำหน่ายไปซึ่งธุรกิจ ที่ไม่มีรายได้และผลกำไร และธุรกิจที่ไม่ได้มีความสอดคล้องกับธุรกิจ ที่บริษัทฯ กำลังมุ่งเน้นในปัจจุบัน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย อาทิเช่น ขายเงินลงทุนในบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (NMG) ซึ่งประกอบธุรกิจสิ่งพิมพ์และจัดจำหน่ายหนังสือพิมพ์ และให้บริการด้านสื่อโฆษณาและข่าวสารออกไป ในช่วงเดือนมิถุนายน 2564

            จำหน่ายบริษัท จีจี เน็ตเวิร์ค จำกัด (GG) ซึ่งเดิมคือ บริษัท สปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจเป็นสถานีโทรทัศน์ข่าวผ่านทีวีดิจิทัล ออกอากาศผ่านระบบดิจิทัลทีวีและเคเบิลทีวีจานดาวเทียม ช่อง 19 ออกไปในช่วงเดือนสิงหาคม 2564 เพราะบริษัท จีจี เน็ตเวิร์ค จำกัด มิได้ประกอบธุรกิจ และมิได้ดำเนินการอื่นใดอันก่อให้เกิดรายได้ แต่ GG

ยังคงมีภาระค่าใช้จ่ายบางประการ เช่น ค่าสอบบัญชี เป็นต้น ประกอบกับ GG มีขาดทุนสะสมจำนวนมาก แต่ GG มิได้มีแผนการดำเนินการใดที่จะทำให้ใช้ประโยชน์จากผลขาดทุนสะสมนั้นได้

            จำหน่ายเงินลงทุนในบริษัท แนท บิสสิเนส คอนเน็คท์ จำกัด (NAT) ซึ่งประกอบธุรกิจประเภท ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร โดยให้บริการด้าน กิจกรรมสำนักข่าวสื่อโสตทัศน์ เพราะผลการดำเนินการของ NAT ในช่วงที่ผ่านมา มีผลขาดทุนจากการดำเนินงานมาโดยตลอด อีกทั้งเงินลงทุนในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นบางส่วนต้องถูกตัดจำหน่ายไป เนื่องจาก Software ที่บริษัทฯ พัฒนาแล้วยังไม่สามารถใช้งานได้จริง หากจะดำเนินการให้เป็นไปตามที่วางไว้ NAT จะต้องลงทุนเพิ่มอีกมาก เพื่อพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้สามารถแข่งขันได้ และไม่มีความแน่นอนว่าจะสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

            การเปลี่ยนแปลงชุดที่สอง เป็นการปรับธุรกิจที่เคยวางแผนไว้ในเรื่องธุรกิจบริการ เพื่อให้ตอบรับกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่แปรเปลี่ยนไป โดยหากยังจำกันได้ในปี 2563 บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ ได้มีการเข้าลงทุนในบริษัท เว็ลธ์ เวนเจอร์ส จำกัด (WVT) ซึ่งทำธุรกิจโรงแรมเมอร์เคียว กรุงเทพ มักกะสัน ตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 โดยคาดว่าจะสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับบริษัทได้ แต่ทว่าผลพวงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยาวนานและรุนแรงได้ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศเผชิญภาวะการหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ในปี 2564 บริษัทฯ จึงได้ปรับแผนการทำธุรกิจอีกรอบด้วยการขายธุรกิจโรงแรมเมอร์เคียว กรุงเทพ มักกะสัน ออกไปในราคาที่สมเหตุสมผล สามารถทำกำไรจากการขายอยู่ราว 2%

            การเปลี่ยนแปลงชุดที่สาม เป็นการลงทุนทางธุรกิจเพื่อสร้างอนาคตของบริษัทฯ โดยในปี 2564 โดยบริษัทฯ ได้มีการอนุมัติให้บริษัท ฐานเศรษฐกิจ มัลติมีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย จัดตั้งบริษัทย่อยทางอ้อม 2 บริษัท ประกอบด้วย

  1. จัดตั้ง บลน. ฐานเศรษฐกิจ แคปพิตอล จำกัด (TCAP) เพื่อประกอบธุรกิจหลักทรัพย์แบบ ง (การเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่เป็นหน่วยลงทุน) และทำธุรกิจในการเป็นนายหน้า ตัวแทน ตัวแทนค้าต่างประเทศในกิจการและธุรกิจทุกประเภท รวมถึงธุรกิจประกันภัย และการหาสมาชิกให้สมาคมและการค้าหลักทรัพย์ซึ่งได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ให้เปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฐานเศรษฐกิจ แคปพิตอล จำกัด” (“TCAP”) แล้ว
  2. จัดตั้งบริษัท ลิเบอเรเตอร์ จำกัด เพื่อประกอบธุรกิจใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์แบบ ก (ใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์แบบครบวงจร) การประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ประเภท (1) การเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (2) การค้าหลักทรัพย์ (3) การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ (4) การเป็นที่ปรึกษาการลงทุน (5) การจัดการกองทุนรวม (6) การจัดการกองทุนส่วนบุคคล (7) กิจการการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ (8) การจัดการเงินร่วมลงทุน ใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์แบบ ส หมายถึงการประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ประเภท (1) การเป็นตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขาย

ล่วงหน้า (2) การเป็นผู้ค้าสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (3) การเป็นที่ปรึกษาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (4) การเป็นผู้จัดการเงินทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการยื่นขอใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ กับ สำนักงานฯ กลต. และอยู่ระหว่างการดำเนินการซื้อขายสิทธิการเป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Broker Seat)

            ในฐานะประธานกรรมการและตัวแทนคณะกรรมการบริษัท ขอเรียนแจ้งผู้ถือหุ้นว่า การลงทุนในสองบริษัทนั้นจะตอบโจทย์ของการปรับเปลี่ยนองค์กรในอนาคต โดยจะมีการบูรณาการทำงานของบริษัทย่อยที่ Synergy ในแต่ละองค์กรที่มีจุดแข็งแตกต่างกันเพื่อให้สนับสนุนซึ่งกันและกัน ในการสร้าง Community หรือชุมชนขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์การทำธุรกิจ ซึ่งผู้ถือหุ้นและพันธมิตรทางธุรกิจ จะเริ่มเห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของบริษัทฯ หลังจากนี้เป็นต้นไป

            สำหรับผลการดําเนินงานโดยรวมของบริษัทนั้น ในปี 2564 บริษัทและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 840 ล้านบาท ลดลงจากปี 2563 ที่มีสินทรัพย์รวม 918.36 ล้านบาท หนี้สินรวม 104.99  ล้านบาท จากปี 2563 ที่มีหนี้สินรวม 313.45 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีอยู่แค่ 604.91 ล้านบาท เพิ่มเป็น 735.01 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนความเข้มแข็งของส่วนทุน

            บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและบริการรวม จํานวน 93.05 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนซึ่งมีรายได้รวม 122.51 ล้านบาท ลดลงประมาณ 29.46 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24.05 และมีรายได้ดอกเบี้ยรับและรายได้อื่น ๆ รวม 7.74 ล้านบาท ลดลง 17.21 ล้านบาท จากปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 68.98

            อย่างไรก็ตาม ในปี 2564 บริษัทฯ ยังมีกําไรจากการจําหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม จํานวน 184.79 ล้านบาท

            ในปี 2564 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีต้นทุนขายและบริการรวม จํานวน 57.12 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน ซึ่งมี จํานวน 96.16 ล้านบาท ลดลง 39.04 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 40.60 บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานรวม 88.40 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีค่าใช้จ่ายราว 108.48 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายลดลง 20.08 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 18.51 มีรายการโอนกลับขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์อีก จํานวน 0.71 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มี 21.17 ล้านบาท ลดลง 20.46 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 96.65

            บริษัทฯ มีการรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมอีกจํานวน 41.21 ล้านบาท และมีต้นทุนทางการเงินรวม 0.91 ล้านบาทในปีปัจจุบัน นอกจากนี้ในปี 2564 บริษัทฯ ยังมีผลขาดทุนจากการดําเนินงานที่ยกเลิกจํานวน 1.22 ล้านบาท

ในภาพรวมของการดำเนินงานนั้น บริษัทฯ มีกําไรจากการดําเนินงานสําหรับงวดปี 2564 ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีกำไรจากการดำเนินงานรวม 97,270,000 บาท จากปี 2563 ที่ขาดทุนอยู่ราว 37,808,000 บาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น 0.00129 บาท จากปีก่อนหน้าที่ขาดทุนสุทธิต่อหุ้นราว 0.00054 บาท

            อย่างไรก็ตาม ในปี 2564 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกําไรเบ็ดเสร็จอื่นสําหรับปี จํานวน 6.56 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีกำไร จํานวน 6.62 ล้านบาท ทําให้กําไรเบ็ดเสร็จอื่นสําหรับปี ลดลงราว 0.06 ล้านบาท

            ในท้ายสุดนี้ ผมในนามของคณะกรรมการบริษัท ขอเรียนว่า คณะกรรมการบริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะปรับเปลี่ยนการทำงาน การบริหารงานในองค์กรให้มีขีดความสามารถในการทำธุรกิจอย่างเต็มที่ แม้จะมิใช่เป็นการทรานฟอร์มองค์กรในทางธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ แต่การลงทุนปรับเปลี่ยนของบริษัทในการทำธุรกิจหลังจากนี้ไปจะทำให้ผู้ถือหุ้น พนักงาน พันธมิตร คู่ค้าทั้งหมดได้ประโยชน์สูงสุด และใคร่ขอยืนยันต่อผู้ถือหุ้นทุกท่านว่า คณะกรรมการจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง จักทำหน้าที่ในฐานะของกรรมการบริษัทในการกำกับทางนโยบายการทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ข้อบังคับ และมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะและผู้ถือหุ้นอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และโปร่งใส ตามหลักธรรมาภิบาลที่ต้องมีความรับผิดรับชอบทั้งต่อผู้ถือหุ้น พันธมิตรทางธุรกิจ คู่ค้า พนักงาน และผู้คนในสังคมที่มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการทำธุรกิจ เพื่อให้บริษัทฯ เติบโตได้อย่างมั่นคง

            ไม่ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะผันผวนอย่างไร คณะกรรมการบริษัทขอยืนยันว่าจะใช้ประสบการณ์ ปัญญา ความรู้ความสามารถที่มี นำพาองค์กรฝ่าคลื่นลมแห่งมรสุมนี้ให้ได้ เพื่อสร้างโอกาสที่ดีแก่องค์กรในอนาคต

            ขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้น พันธมิตรธุรกิจ สถาบันการเงิน คู่ค้า ลูกค้า คณะผู้บริหารทุกท่าน ที่ได้ให้การสนับสนุนและให้ความไว้วางใจแก่บริษัทฯ เป็นอย่างดีตลอดมา ขอให้ทุกท่านมีพลังในการฟันฝ่าอุปสรรค์ในการดำรงชีวิต เปี่ยมไปด้วยปัญญาและมีสติในการตัดสินใจ  

นายบากบั่น  บุญเลิศ
ประธานกรรมการ